โอกาสขยายธุรกิจโคเนื้อ
ภายใต้ ACMECS : ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย และอินโดจีน

สิทธิพร  บุรณนัฏ
เลขานุการสมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย

                ACMECS : Ayeyawady – Chao Phraya – Mekhong Economic Corporation Strategy (ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี  เจ้าพระยา  แม่โขง) จัดตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2546 รวม 5ประเทศ ได้แก่  ไทย  พม่า  เวียดนาม  ลาวและกัมพูชา  มีประชากรรวมกัน 228 ล้านคน (ประมาณ 43 % ของประชากรทั้งหมดในอาเซียน) และพื้นที่รวมกัน 1.096 ล้านตารางกิโลเมตร

จากผลการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทยและอินโดจีน (ACMECS Summit) ครั้งที่ 3 ที่ประเทศเวียดนามมีหัวข้อความร่วมมือในด้านการผลิตอาหารและสนับสนุนให้มีการลงทุนภายใต้ความร่มกันผ่าน “โครงการทำสัญญาเกษตรกรรม” (Contract Farming) และสนับสนุนการส่งออกสินค้าการเกษตรของกลุ่มประเทศ AMECS  จากข้อมูลมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมายังประเทศสมาชิกในกลุ่ม AMECS รวมกันประมาณ 20 ล้านคนต่อปี  ซึ่งจะเพิ่มมากขึ้นจากแนวคิดเรื่อง Five Countries One Destination เป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจากการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์/จุดเด่นของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน


ด้วยเหตุผลที่กล่าวข้างต้น  ประเทศในกลุ่ม ACMECS มีประเทศไทยเท่านั้นที่มีการผลิตพันธุ์โคเนื้อ-โคนม  และเนื้อโคขุนคุณภาพสูง  โดยมีพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ.2551  โดยสำนักงานเศรษฐกิจสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติประกาศใช้และรองรับอยู่แล้วเช่น มาตรฐานเนื้อโค (มกอช.6001-2547) มาตรฐานระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับโรงฆ่าโคและกระบือ (มกอช. 9019-2550) มาตรฐานระบบปศุสัตว์อินทรีย์ (มกอช.9000-2548) มาตรฐานการชันสูตรโรคปากและเท้าเปื่อย (มกอช.10400-2547) มาตรฐานการชันสูตรโรควัวบ้าในโค (มกอช.1000-2549) และมาตรฐานข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสินค้าเกษตรและอาหาร (มกอช.9007-2548)


ปัญหาของประเทศในกลุ่ม ACMECS ในเรื่องโคเนื้อคือ โรคปากและเท้าเปื่อยทำให้ทั้ง 5 ประเทศกีดกันกันเองทำให้เปิดโอกาสให้เนื้อโคจากประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศออสเตรเลียเข้าครอบครองตลาดโคเนื้อโคขุนคุณภาพทั้ง 5 ประทศ  ประเทศไทยในฐานะเป็นผู้นำทางด้านโคเนื้อในภูมิภาคนี้จะต้องดำเนินการเจรจากับกลุ่มประเทศ AMECS ในข้อตกลงกีดกันสินค้าเนื้อโคจากโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) เพราะในกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็มีโรคปากและเท้าเปื่อยชนิดเดียวกันอยู่แล้วควรจะยินยอมให้ประเทศที่มีการผลิตที่ได้มาตรฐานการผลิตมาตรฐานฟาร์มโคเนื้อ  มาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ ฯลฯ ที่ได้ประกาศออกมาใช้เป็นมาตรฐานในประเทศนั้นแล้วสามารถส่งออกเนื้อโคไปประเทศในกลุ่ม ACMECS ได้โดยให้ประเทศผู้นำเข้าเพิ่มมาตรฐานฟาร์มรับรองโรงฆ่าโค  รับรองห้องตัดแต่งสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเนื้อโคขุนคุณภาพของไทย


ถ้าประเทศไทยประสพความสำเร็จในการเจรจาและสามารถส่งออกเนื้อโคนำร่องไปได้ในกลุ่มประเทศ ACMECS ต่อไปในอนาคตประเทศไทยจะสามารถส่งออกเนื้อโคไปในกลุ่ม ASIAN (10 ประเทศ)  ซึ่งมีประชากรถึง 600  ล้านคน  และมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามซึ่งเป็นผู้บริโภคเนื้อโคจำนวนมากจะทำให้ธุรกิจส่งออกทางด้านปศุสัตว์เหมือนการส่งออกไก่เนื้อของไทยในอนาคตซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโคเนื้อเติบโตตามไปด้วย เช่น อุตสาหกรรมหนัง  อุตสาหกรรมอาหารสัตว์  นาหญ้า  อุตสาหกรรมโรงฆ่าสัตว์  น้ำเชื้อพันธุ์โคและอื่นๆ เติบโตขึ้นอีกมากมาย  นอกจากนั้นยังจะเป็นการเพิ่มตลาดแรงงานให้กับนักศึกษา จากคณะสัตวบาล  สัตวศาสตร์ เทคนิคสัตวแพทย์  และสัตวแพทย์

ดังนั้น  ประเทศไทยโดยรัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการโคเนื้อควรจะนำเสนอเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะทำงานของ AMECS เพื่อเปิดช่องทางให้กับตลาดเนื้อโคคุณภาพของไทยให้มีโอกาสส่งออกไปต่างประเทศอันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ  และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อของไทยซึ่งมีมากถึง 1,200,000 ครอบครัว